การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์เป็นวิธีการลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติประเภทหนึ่ง ซึ่งถ้าหากคุณคาดการณ์ถูกทาง คุณก็สามารถทำกำไรได้ โดยคุณสามารถซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ได้ง่ายๆ ผ่านคอมพิวเตอร์หรือแม้แต่สมาร์ตโฟนของคุณเอง อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นซื้อขาย คุณจำเป็นต้องทำความรู้จักว่าสินค้าโภคภัณฑ์คืออะไร, ทำงานยังไง และคุณสามารถซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างไร คู่มือฉบับนี้จะอธิบายพื้นฐานของอุตสาหกรรม และแนะนำวิธีการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์กับ INFINOX

อะไรคือสินค้าโภคภัณฑ์?

สินค้าโภคภัณฑ์ คือ วัสดุหรือสินค้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่มนุษย์มีความต้องการใช้อุปโภคบริโภคในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง สินค้าโภคภัณฑ์ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดคือ ทองคำ น้ำมัน และน้ำตาล ที่เราบอกว่า "ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง" เพราะเราไม่ได้ใช้ทองคำแบบเดียวกับที่เราใช้น้ำตาล แต่โดยหลักการแล้ว สินค้าโภคภัณฑ์เป็นสินค้าทรัพยากรจากธรรมชาติที่มีความต้องการใช้งานอย่างสม่ำเสมอจากทั่วโลก

แต่สำหรับคำตอบที่ถูกต้องของคำถามที่ว่า "สินค้าโภคภัณฑ์คืออะไร" เราจะต้องพาคุณลงลึกกว่านี้อีกเล็กน้อย

นิยามของสินค้าโภคภัณฑ์ คือ: สินค้าที่ถูกขุด, สกัด, เลี้ยง หรือเก็บเกี่ยว จากนั้นจึงผลิตหรือแปรรูปและกำหนดมาตรฐานเดียวกันสำหรับตลาดทั่วโลก

ตัวอย่างเช่น น้ำมัน ที่มีบริษัทต่างๆ ที่ขุดเจาะน้ำมัน, กลั่น และขายน้ำมันในหน่วยมาตรฐานเป็น barrel (บาร์เรล) ดังนั้น สินค้าโภคภัณฑ์จึงถูกสกัด, ผลิต และขายในหน่วยมาตรฐานที่เหมือน หรือใกล้เคียงกันทั่วโลก (เช่น น้ำมันหนึ่งบาร์เรล) กระบวนการแปรรูปทรัพยากรต่างๆจากธรรมชาติไปเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ทำให้เทรดเดอร์สามารถทำการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ได้

น้ำมันสามารถซื้อขายได้ตามตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ในหน่วยบาเรล ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากน้ำมันเหล่านี้เป็นของที่มีราคาที่แน่นอน คุณยังสามารถทำการซื้อขายตราสาร CFD ที่อ้างอิงกับมูลค่าของสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ได้ด้วย (เราจะพูดถึงเรื่องนี้กันอีกครั้งในบทต่อๆไป)

แง่มุมสุดท้ายของสินค้าโภคภัณฑ์ที่คุณต้องทำความเข้าใจคือการจัดหมวดหมู่ ในความหมายแบบกว้างๆ สินค้าโภคภัณฑ์แบ่งออกเป็นสองประเภท: hard commodities และ soft commodities

Hard Commodity

Hard Commodity คือทรัพยากรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ถูกขุดหรือสกัดออกมา อธิบายง่ายๆว่า หากทรัพยากรนั้นๆไม่ได้อยู่เหนือพื้นดินโดยที่พร้อมใช้งานได้ทันที แสดงว่าเป็นสินค้าโภคภัณฑ์แบบ Hard Commodity

Hard Commodity หลักๆที่คุณสามารถทำการซื้อขายได้ เช่น:

  • ทองคำ
  • เงิน
  • ทองแดง
  • แพลทินัม
  • น้ำมัน
  • แร่เหล็ก
  • ยาง
  • ก๊าซธรรมชาติ
  • ฮีเลียม
  • ถ่านหิน

Soft Commodity

Soft Commodity เป็นทรัพยากรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับ Hard Commodity แต่ความแตกต่างคือ ทรัพยากรเหล่านี้ต้องมีการปลูก, เก็บเกี่ยว หรือเลี้ยงดู อธิบายแบบง่ายๆว่าหากทรัพยากรน้้นอยู่เหนือพื้นดินและพร้อมนำไปใช้ได้ทันที นั่นคือ Soft Commodity

Soft Commodity หลักๆที่คุณสามารถทำการซื้อขายได้ เช่น:

  • ข้าวสาลี
  • กาแฟ
  • น้ำตาล
  • ถั่วเหลือง
  • ไม้
  • เนื้อหมู
  • ปศุสัตว์
  • โกโก้
  • ผลไม้
  • ข้าวโพด
  • น้ำส้ม

รู้จักกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์

การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์เป็นกระบวนการของการซื้อขายทรัพยากรธรรมชาติ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถซื้อน้ำมัน 1 บาเรล หรือซื้อข้าวสาลี 1,000 บุชเชล แล้วให้จัดส่งไปที่บ้านของคุณได้ คุณจะไม่ได้รับการส่งมอบน้ำมัน 100 บาร์เรล เมื่อคุณซื้อน้ำมันในตลาด สำหรับเรื่องนี้ เราต้องอธิบายเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย, เมื่อคุณซื้อทองคำและได้ครอบครองทองคำที่คุณซื้อจริงๆ นั่นทำให้คุณมีความเกี่ยวข้องกับตลาดทองคำ เพราะเมื่อมูลค่าของทองคำมีการเปลี่ยนแปลง ราคาที่คุณขายได้ก็เช่นกัน แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังจะทำกัน

ถ้าอย่างนั้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ทำงานยังไงล่ะ? ตลาดเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกี่ยวกับราคาและสัญญา เราจะอธิบายรายละเอียดสำหรับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ในบทถัดไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจคือ คุณกำลังซื้อขายสัญญาดิจิทัล หรือคุณกำลังเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคา หมายความว่า คุณไม่ได้เป็นเจ้าของน้ำมัน 1 บาเรล หรือข้าวสาลี 1 บุชเชล แต่คุณสามารถทำกำไรได้ถ้าหากราคาของสินค้าโภคภัณฑ์เคลื่อนไหวไปในทิศทางที่คุณคาดการณ์

เราสามารถซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์แบบออนไลน์ได้อย่างไรบ้าง?

มี 3 วิธีหลักๆ ที่ใช้ซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ จำไว้ว่า คุณไม่ได้กำลังจะซื้อหรือเป็นเจ้าของสินทรัพย์ใดๆทั้งสิ้น (อาจมีข้อยกเว้นสำหรับโลหะมีค่าบางชนิด) แต่คุณกำลังทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยใช้กระบวนการซื้อหลายเหล่านี้

ซื้อขายตราสาร CFD (Contracts for Difference) บนสินค้าโภคภัณฑ์

เรามอบทางเลือกให้กับคุณในการเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยที่ไม่ต้องซื้อสินทรัพย์อ้างอิงใดๆ ซึ่งเรียกว่าการซื้อขายสัญญาส่วนต่าง หรือ Contracts for Difference (CFD) [place link to "What is CFD trading?" here] การซื้อขายตราสาร CFD คือขั้นตอนการทำสัญญาเสมือนกับโบรกเกอร์ (INFINOX) และทำข้อตกลงเพื่อขายสัญญาในเวลาที่คุณเลือก

โดยความแตกต่างระหว่างราคาที่คุณซื้อและราคาที่คุณขายคือสิ่งที่ทำให้คุณได้กำไรหรือขาดทุน ราคาเหล่านี้ถูกกำหนดโดยราคาตลาดของสินค้าโภคภัณฑ์ที่คุณกำลังซื้อขาย สมมุติว่าราคาน้ำมันในขณะนั้นอยู่ที่ $50/บาร์เรล และคุณซื้อตราสาร CFD ที่อ้างอิงกับน้ำมันที่ราคา $50 หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ $60 หากคุณขาย CFD ของคุณที่จุดนี้ คุณจะได้กำไร $10 (ราคาขายที่ $60 - ราคาซื้อที่ $50 = ส่วนต่าง $10)

ข้อได้เปรียบของการซื้อขาย CFD ที่อ้างอิงกับสินค้าโภคภัณฑ์ คือ คุณสามารถทำกำไรได้จากราคาทั้งขาขึ้นและขาลง โดยการทำตามวิธีการต่อไปนี้:

  • ถ้าคุณคาดว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวสูงขึ้น คุณสามารถเปิดสถานะ "buy" ซึ่งหมายความว่าคุณยินดีที่จะซื้อสัญญาที่ราคาปัจจุบัน เพราะคุณเชื่อว่าคุณสามารถขายสัญญาในราคาที่สูงขึ้นได้ในอนาคต
  • ถ้าคุณคาดว่าราคาสินค้าโภคภัณฑ์จะปรับตัวลดลง คุณสามารถเปิดสถานะ "sell" ซึ่งหมายความว่าคุณยินดีที่จะขายสัญญาที่ราคาปัจจุบัน โดยคุณเชื่อว่าสามารถซื้อคืนได้ในราคาที่ถูกกว่าในอนาคต เท่ากับว่าคุณได้ขายสัญญาไปล่วงหน้าในราคาที่สูงกว่าตอนที่คุณซื้อมาคืนในอนาคต

ด้วยการใช้กลยุทธ์เหล่านี้ คุณสามารถทำกำไรได้เมื่อมูลค่าของสินค้าโภคภัณฑ์เพิ่มขึ้นหรือลดลง ด้วยความยืดหยุ่นนี้ทำให้สัญญา CFD เป็นผลิตภัณฑ์ที่นิยมสำหรับลูกค้า INFINOX

ซื้อขายกองทุน ETF (Exchange Traded Funds) ที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์

กองทุน ETF สินค้าโภคภัณฑ์ เป็นกองทุนรวมที่มีราคาอ้างอิงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือทำการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง ที่เรียกว่ากองทุนรวมเพราะเป็นการรวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายราย โดยเงินของทุกคนจะถูกรวมไว้เป็นก้อนเดียว เพื่อใช้ในการซื้อสัญญาซื้อขายล่วงหน้าหรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ชนิดหนึ่งๆ หรือซื้อตัวสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง

เมื่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าวเพิ่มขึ้น นักลงทุนก็จะได้กำไร หากราคาของสินค้าโภคภัณฑ์ลดลง ก็จะตรงกันข้าม ดังนั้น มูลค่าของหน่วยลงทุนจะเป็นไปตามการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่กองทุนนั้นๆเลือกลงทุน

จุดเด่นอีกอย่างของกองทุน ETF สินค้าโภคภัณฑ์ก็คือการกระจายความเสี่ยง ตัวอย่างเช่น: หากกองทุนมีการลงทุนในหุ้น ก็อาจแบ่งลงทุนในหุ้นของ 20 บริษัท ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมัน ซึ่งกลยุทธ์นี้สามารถลดความเสียหายหากมีบริษัทหนึ่งที่ทำผลงานได้ไม่ดี แต่ก็จะยังมีกำไรจากอีก 19 บริษัทที่ทำผลงานได้ดีมาช่วยกลบการขาดทุนนั้นๆ 

ซื้อขายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์

อีกหนึ่งวิธีในการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์คือผ่านการซื้อหุ้น ตัวอย่างเช่น บริษัท A ทำธุรกิจซื้อขายก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก คุณสามารถซื้อหุ้นในบริษัท A ได้ในราคา 50 เหรียญ หากมูลค่าของก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น บริษัท A ก็น่าจะทำกำไรได้มากขึ้นเพราะสินค้าหลักของบริษัทมีราคาที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าหุ้นของบริษัท A ก็น่าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน

การลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านการซื้อหุ้นเป็นการลงทุนทางอ้อมที่ล้อไปกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งมีข้อดีคือ บริษัทอาจมีการทำธุรกิจหลักมากกว่า 1 อย่าง เช่นบริษัทอาจทำธุรกิจซื้อขายก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก แต่ก็อาจมีธุรกิจเกี่ยวกับน้ำมันและพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย ซึ่งถ้าหากราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวลดลง ก็อาจไม่ส่งผลกระทบกับคุณมากเท่ากรณีที่คุณซื้อ CFD ในก๊าซธรรมชาติโดยตรง

ข้อเสียของการซื้อหุ้นคือคุณจะถูกผูกมัดด้วยราคาหุ้น ถ้าหุ้นของบริษัท A มีราคา 50 เหรียญ คุณต้องจ่ายเงิน 50 เหรียญต่อหุ้น และเพราะคุณกำลังซื้อหุ้นของบริษัท คุณเป็นเจ้าของหุ้นนั้น ดังนั้น ถ้ามูลค่าหุ้นของบริษัทมีราคาที่สูงมาก คุณก็อาจไม่สามารถซื้อหุ้นนั้นได้ ในทางตรงกันข้าม ตราสาร CFD ไม่ได้ถูกกำหนดราคาตายตัวในลักษณะเดียวกัน คุณสามารถซื้อขายโดยใช้เงินเท่าที่คุณจ่ายไหว ดังนั้น หากคุณเป็นนักลงทุนมือใหม่ ตราสาร CFD เป็นวิธีซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า

การซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ในกลุ่มพลังงาน

สินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มพลังงานเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีการซื้อขายกันมากที่สุด น้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงทุกอย่างของเราตั้งแต่รถยนต์ไปจนถึงบ้านทั้งหลัง ดังนั้นจึงมีความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มนี้อยู่เสมอ ทำให้ตลาดมีการซื้อขายกันอย่างดึกคัก แต่ก็มีความผันผวนที่สูงเช่นเดียวกัน

การซื้อขายน้ำมัน

น้ำมันเป็นทรัพยากรที่มีจำกัด ดังนั้นมูลค่าของมันจึงสูงเกือบทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ อุปสงค์และอุปทานในตลาดโลก ราคาน้ำมันก็อาจมีความผันผวนเช่นกัน ทำให้เป็นที่นิยมซื้อขายกันในหมู่เทรดเดอร์สินค้าโภคภัณฑ์ คุณสามารถใช้ CFD เพื่อซื้อขายราคา spot ของน้ำมัน ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถเก็งกำไรได้ทั้งในฝั่งขาขึ้นและในฝั่งขาลง