คู่มือการสร้างกลยุทธ์การซื้อขายฉบับสมบูรณ์

กลยุทธ์การซื้อขายเป็นวิธีคิดที่เป็นระบบในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ทางการเงิน โดยกลยุทธ์จะขึ้นอยู่กับเป้าหมายทางการเงิน, ความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้, และการวิเคราะห์ตลาดของคุณ

คู่มือการสร้างกลยุทธ์การซื้อขายฉบับสมบูรณ์
IX icon

INFINOX

7 มีนาคม 2565 - 06:01 ก่อนเที่ยง

Table of contents

การซื้อขายโดยไม่มีกลยุทธ์ก็เหมือนกับการปิดตาปาเป้าโดยหวังลมๆแล้งๆว่าลูกดอกจะเข้ากลางเป้า คุณอาจหลงทางท่ามกลางตัวเลขจำนวนมหาศาล หรือมีอารมณ์ขึ้นๆลงๆตามการซื้อขาย กลยุทธ์การซื้อขายจะช่วยนำทางคุณในการตัดสินใจอย่างเยือกเย็นท่ามกลางสถานการณ์รอบตัวที่บ้าคลั่ง

คู่มือฉบับนี้จะช่วยตอบคำถามที่เป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง ที่ว่า: กลยุทธ์การซื้อขายคืออะไรกันแน่? รวมถึงแสดงตัวอย่างกลยุทธ์การซื้อขายที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้งานกันจริงๆ และแนวคิดเบื้องหลังของกลยุทธ์นั้นๆ หากคุณต้องการวางรากฐานสำหรับการซื้อขายในอนาคตของคุณ นี่คือสิ่งที่คุณควรจะต้องรู้


บทความโดยสรุป:


  • กลยุทธ์การซื้อขายเป็นการนำระบบระเบียบมาสู่การตัดสินใจของคุณ โดยกลยุทธ์จะสร้างสรรค์ขึ้นบนรากฐานของเป้าหมายทางการเงิน, ความเสี่ยงที่คุณรับได้ และการเคลื่อนไหวของตลาด
  • กลยุทธ์การซื้อขายส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับการระบุแพทเทิร์นการเคลื่อนไหวของตลาด เช่นแนวโน้มของราคา 
  • แพทเทิร์นเหล่านี้จะถูกระบุโดยใช้ indicator และเครื่องมือการวิเคราะห์ต่างๆ
  • เทรดเดอร์บางคนชอบที่จะซื้อขายโดยใช้ข่าวและเหตุการณ์ต่างๆเป็นตัวกำหนด
  • กลยุทธ์การซื้อขายบางประเภทใช้การซื้อขายหลายครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นกลยุทธแบบ day trading, swing trading หรือ scalping
  • หรือกลยุทธ์การซื้อขายที่ใช้ระยะเวลายาวนานขึ้นมา เช่น position trading


อะไรคือกลยุทธ์การซื้อขาย?

กลยุทธ์การซื้อขาย คือระบบคิดในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ทางการเงิน ซึ่งปกติแล้วจะประกอบด้วยเงื่อนไขในการเข้าซื้อขายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยกลยุทธ์ของเทรดเดอร์แต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามสินทรัพย์ที่ตนเองซื้อขาย, นิสัยและความชอบส่วนบุคล

อธิบายง่ายๆ กลยุทธ์การซื้อขายคือการสร้างระบบในการตัดสินใจขึ้นมาบนพื้นฐานของเป้าหมายทางการเงิน, สินทรัพย์ที่คุณต้องการซื้อขาย, ความเสี่ยงที่คุณรับได้ รวมถึงปัจจัยและเครื่องมือที่คุณใช้วิเคราะห์ตลาด

ถึงแม้กลยุทธ์การซื้อขายจะมีให้เลือกใช้มากมายหลายแบบ แต่ทุกกลยุทธ์ต่างก็ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง มาดูกันว่าเราสามารถปรับใช้แนวคิดเหล่านี้ในการซื้อขายสินทรัพย์ ตัวอย่างเช่น ทองคำ ได้อย่างไร

Trend trading

กลยุทธ์ Trend trading เป็นการเข้าซื้อขายในเวลาที่ราคาสินทรัพย์มีเทรนด์ หรือทิศทางการเคลื่อนไหวที่ชัดเจนว่าเป็นขาขึ้น หรือขาลงในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งเมื่อสามารถระบุแนวโน้มราคาได้แล้ว เทรดเดอร์จะทำการซื้อขายไปตามแนวโน้มนั้นๆ 

Trading Strategies trend trading

ดัชนี DAX ของเยอรมันอยู่ในขาลง 

ถ้าหากแนวโน้มราคาเป็นขาขึ้น คุณจะทำการซื้อสินทรัพย์ แต่ถ้าหากแนวโน้มราคาเป็นขาลง คุณขาย โดยกลยุทธ์นี้มีแนวคิดที่ว่าเมื่อแนวโน้มราคาเกิดขึ้นแล้ว แนวโน้มนั้นจะคงอยู่ได้เป็นระยะเวลาหนึ่ง

โดยแนวโน้มขาขึ้น จะมีวิธีสังเกตดังนี้: เมื่อราคาสามารถทำจุด high ใหม่ที่ยกตัวสูงขึ้นกว่า high เดิม รวมถึงมีจุด low ของรอบที่สูงขึ้นกว่า low ที่แล้ว ส่วนแนวโน้มขาลงก็จะตรงกันข้ามกัน high ใหม่อยู่ต่ำกว่า high เดิม และ low ใหม่ ก็อยู่ต่ำกว่า low เดิม ในการคุณซื้อขายในขณะที่ตลาดเคลื่อนกำลังไหวเป็นแนวโน้ม คุณควรรอให้ราคามีการย่อตัวก่อนจะเปิดสถานะในทิศทางเดียวกับแนวโน้มใหญ่

Range trading

Range trading เป็นกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในกรอบที่สร้างขึ้นโดยการกำหนดจุดขึ้นมา 2 จุด ในราคาสินทรัพย์ โดยกลยุทธ์นี้มักจะถูกนำมาใช้เมื่อราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่ในกรอบมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง จุดสูงสุดของกรอบราคานั้นจะเรียกว่าแนวต้าน และจุดต่ำสุดของราคาเรียกว่าแนวรับ

EUR/USD มีการซื้อขายอยู่ในกรอบ

ขั้นแรกในการซื้อขายแบบ range trading ก็คือมองหาจุดที่ราคาสินทรัพย์มีการเคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่ในกรอบมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง โดยเทรดเดอร์จะทำการซื้อขายภายใต้แนวคิดที่ว่าราคาจะยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบนั้นต่อไป หรือเมื่อเทรดเดอร์คิดว่าราคามีโอกาสที่จะพุ่งทะลุแนวรับหรือแนวต้านเดิมขึ้นมา 

ตัวอย่างการซื้อขายแบบ Range trading: ราคาทองคำเคลื่อนไหวไปมาตามปกติ แต่คุณสังเกตว่าราคาไม่เคยพุ่งเกินกว่า 1,900USD เลย ในขณะเดียวกันก็ไม่เคยตกลงมาต่ำกว่า 1,750USD ดังนั้น เป็นการดีที่คุณจะเปิด long เมื่อราคาทองปรับตัวลงมาใกล้กับแนวรับ (1,750USD) หรือเปิด short เมื่อราคาพุ่งขึ้นมาใกล้กับแนวต้าน (1,900USD)

Breakout trading

กลยุทธ์ Breakout trading มักจะถูกนำมาใช้เมื่อราคามีการพุ่งทะลุแนวรับหรือแนวต้านขึ้นมาพร้อมเริ่มมีการฟอร์มตัวเป็นแนวโน้ม โดยแนวคิดของกลยุทธ์นี้ก็คือ คุณจะเข้าซื้อหรือขายต่อเมื่อราคาปรับตัวออกจากกรอบเดิมๆได้ หรือเมื่อราคามีการพุ่งทะลุแนวรับหรือแนวต้าน โดยเฉพาะยิ่งถ้าเป็นการพุ่งทะลุอย่างรุนแรง